phone 512   0-2681-3853    mail 512   catholic_edct@hotmail.com
       

หลักการและจุดยืนของการศึกษาคาทอลิก

     การศึกษาเป็นมิติที่สำคัญของพันธกิจของพระศาสนจักร “โรงเรียนไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเป็นเครื่อง มือพิเศษในการพัฒนาสติปัญญาเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการหล่อหลอมสมรรถนะในการตัดสินใจอย่างถูกต้อง การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมจากชนรุ่นก่อน การส่งเสริมความสำนึกในคุณค่าชีวิต และการเตรียมพร้อมด้านการงานอาชีพด้วย” (การศึกษาแบบคริสต์ ข้อ 5) โรงเรียนคาทอลิกสอนและอบรมให้เยาวชนมีเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และทักษะที่จำเป็น เพื่อให้พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีวิจารณญาณในสังคมที่นับวันจะเรียกร้องทักษะในทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันพระศาสนจักรให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดกับการหล่อหลอมเยาวชนให้มีมโนธรรมที่เข้มแข็ง โดยมีการสอนคำสอนเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักเรียนคาทอลิก และด้วยการบูรณาการคุณค่าแห่งพระวรสารในสาระวิชาต่าง ๆ ให้กับนักเรียนทุกคน เพื่อให้คุณค่าเหล่านี้กลายเป็นจุดยืนในชีวิตของพวกเขา

     ในโลกที่นับวันจะมองข้ามคุณค่าของศาสนา โรงเรียนคาทอลิกมีหน้าที่ที่จะต้องรับกับความท้าทายนี้ในการอบรมหล่อหลอมเด็กและเยาวชน และยืนยันด้วยความเชื่อมั่นว่า “ด้วยรหัสธรรมล้ำลึกแห่งการที่พระวจนาตถ์ได้ทรงรับเอากายเท่านั้นที่ความลี้ลับของมนุษย์ได้เผยแสดงออกมา “(พระศาสนจักรในโลกสมัยใหม่ ข้อ 22)” อัตลักษณ์ของการเป็นคาทอลิกนี้เองที่เป็นแหล่งที่มาของคุณลักษณะดั้งเดิมของโรงเรียนคาทอลิก และ “โครงสร้าง”ที่เป็นเครื่องมืออย่างแท้จริงของพระศาสนจักร ซึ่งเป็นสถานที่ในการทำงานทางด้านการอภิบาลที่แท้และเฉพาะเจาะจง โรงเรียนคาทอลิกเข้าร่วมในพันธกิจเผยแผ่พระธรรมของพระศาสนจักร และเป็นสภาวะแวดล้อมพิเศษในการให้การศึกษ าแบบคริสต์ ด้วยเหตุนี้เองโรงเรียนคาทอลิกจึงเป็นทั้งสถานที่ของการเผยแผ่ธรรม การให้การอบรมบ่มเพาะทั้งครบการบูรณาการเข้าสู่วัฒนธรรม รวมถึงเป็นสถานที่เรียนรู้ ฝึกหัด โดยทางการเสวนาระหว่างเยาวชนจากพื้นเพทางศาสนาและสังคมอันหลากหลาย” (โรงเรียนคาทอลิกสู่สหัสวรรษที่สาม ข้อ 11)

     สมณสาส์นโรงเรียนคาทอลิกสู่สหัสวรรษที่สาม ยังกล่าวว่า “ในแผนงานทางการศึกษาของโรงเรียนคาทอลิก ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างเวลาในการเรียนรู้และเวลาในการหล่อหลอมอบรม ระหว่างการแสวงหาความคิดและการเติบโตในปรีชาญาณ เนื้อหาวิชาต่าง ๆ ของโรงเรียนไม่ได้นำเสนอแต่เพียงความรู้ที่จะได้รับเท่านั้น แต่ยังเสนอคุณค่าต่าง ๆ ที่จะค้นหามาได้ และความจริงต่าง ๆ ที่จะค้นพบได้ ทั้งหมดนี้จำเป็นจะต้องมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้นหาความจริง โดยที่นักการศึกษาที่มีความสามารถ น่าเชื่อถือ และมีเหตุมีผลที่ทำหน้าที่ครูสำหรับการเรียนและสำหรับชีวิต อาจจะเป็นเพียงแต่สะท้อนภาพ ซึ่งแม้จะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็น่าจะชัดเจนพอสมควรของครูหนึ่งเดียวผู้นั้น [พระคริสต์] จากแง่มุมนี้ทุกวิชาในโครงการการศึกษาแบบคริสต์ที่มีเนื้อหาเฉพาะวิชานั้น ๆ จึงจะประสานกันกับการหล่อหลอมบ่มเพาะเพื่อสร้างบุคลิกภาพอย่างมีวุฒิภาวะ” (โรงเรียนคาทอลิกสู่สหัสวรรษที่สาม ข้อ 14)


     พระศาสนจักรย้ำเตือนถึงพันธกิจของโรงเรียนคาทอลิกในการเป็นสนามแห่งการประกาศข่าวดี แต่เราประกาศข่าวดีอะไร? ในการประกาศข่าวดี เราไม่ได้ประกาศข้อคำสอน แต่เราประกาศถึงบุคคลคนหนึ่งและเหตุการณ์หนึ่ง คือ พระเยซูคริสต์ และชีวิตของพระองค์ เพราะพระองค์คือ “หนทาง ความจริง และชีวิต” (ยอห์น 14:6) สิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำ และสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสอนเผยแสดงถึงพระพักตร์ของพระบิดา พระเป็นเจ้าผู้ทรงรักเรา ขอให้เราคิดดูว่า ทัศนคติของพระเยซูต่อคนบาปเป็นเรื่องอื้อฉาวน่าตกใจสำหรับคนในสมัยของพระองค์อย่างไร ขอให้เรานึกถึงเรื่องของเลวี (มาระโก 2 : 13 - 17)ศักเคียส (ลูกา 7 : 36 - 5) หญิงที่ล่วงประเวณี (ยอห์น 8 : 1 - 11) โสเภณีที่ใช้น้ำตาชำระพระบาท (ลูกา 7 : 36 - 50) และเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมาย จนกระทั่งคนที่ต่อต้านพระองค์ตราหน้าพระองค์ว่าเป็น “เพื่อนของคนเก็บภาษีและโสเภณี” ซึ่งเป็นคนบาปต่อหน้าสาธารณชน อันที่จริงแล้วพระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นจริงๆ พระเยซูเจ้าทรงอธิบายว่า คนป่วยต้องการหมอ นั่นคือสาเหตุที่พระองค์เสด็จมายังโลกนี้เพื่อแสวงหาคนบาป (เทียบ มาระโก2 : 17) พระองค์ทรงสอนถึงพระเมตตาอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระบิดา (ลก 15) พระองค์ประกาศว่า คนที่สังคมประณามสาปแช่งก็เป็นสุข (เทียบ มัตธิว บทที่ 5) คนยากจนคนที่ถูกกดขี่ คนที่ถูกเบียดเบียน ฯลฯ พระองค์ตรัสแก่เราว่า พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างคนที่ถูกลืม ถูกละเลย ถูกเอารัดเอาเปรียบ และถูกทอดทิ้ง พระองค์ทรงแสดงให้เห็นความจริงนี้ด้วยการอยู่เคียงข้างกับคนเหล่านี้ ยอมตายเหมือนกับคนเหล่านี้คนหนึ่งพระองค์ทรงถูกทรยศ ถูกตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม และถูกประหารชีวิต เพื่อนของพระองค์เกือบทั้งหมดทอดทิ้งพระองค์ และพระองค์เองทรงรู้สึกว่าถูกพระบิดาทอดทิ้ง พระองค์ทรงลงมาสู่จุดต่ำสุดของความเป็นมนุษย์เพื่อที่จะได้นำเราขึ้นไปสู่ระดับของพระเป็นเจ้าการกลับฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระองค์แสดงให้เราเห็นถึง ชัยชนะของความรักของพระเจ้าเหนือความอยุติธรรมทั้งหลายในโลกนี้และแม้กระทั่งความตาย

     เมื่อพิจารณาประเด็นเหล่านี้ทั้งหมด เราอาจจะกล่าวได้ว่า ในท่ามกลางการดิ้นรนและความยากลำบากในชีวิต และแม้กระทั่งในความตาย เราก็ไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปพระเยซูเจ้า พระบุตรของพระเจ้าที่ทรงรับเอากาย ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรา และพระองค์ทรงนำเราให้กลับเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าการไถ่กู้ ความรักของพระเจ้ามีชัยชนะเหนือบาปและผลพวงของบาป ทั้งความทุกข์และความตาย หากกล่าวให้เป็นรูปธรรม ข่าวดีนั้นก็คือ เราไม่ได้ถูกปล่อยให้อยู่ในโลกนี้ให้เผชิญกับปัญหาต่าง ๆในชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่เรามีพระเจ้าผู้ทรงห่วงใยเราร่วมทาง พระองค์ทรงรักเราและทรงสละพระบุตรแต่องค์เดียวเพื่อไถ่กู้เรา ความรักนี้เอาชนะความกลัว ความทุกข์ยากและความตาย

     พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ทรงอธิบายในพระสมณสาส์นเตือนใจ ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร (Evangelii Gaudium) ว่า “...การประกาศข้อความเชื่อเรื่องพระเยซูครั้งแรก หรือ “kerygma” มีบทบาทสำคัญที่ต้องอยู่ตรงใจกลางของกิจกรรมการประกาศพระวรสาร... ครูสอนคำสอนต้องกล่าวถึงการประกาศครั้งแรกนี้อยู่เสมอ คือ “พระเยซูคริสตเจ้าทรงรักท่าน และทรงมอบชีวิตของพระองค์เพื่อช่วยท่านให้รอด และบัดนี้ พระองค์ทรงพระชนม์อยู่เคียงข้างท่านในแต่ละวันเพื่อส่องสว่าง เสริมกำลัง และปลดปล่อยท่านให้เป็นอิสระ” เมื่อเราพูดว่า การประกาศนี้เป็นการประกาศครั้งแรก มิได้หมายความว่า เกิดขึ้นเมื่อเริ่มแรก และหลังจากนั้นก็ถูกลืม หรือถูกแทนที่ด้วยเนื้อหาอื่น ๆ ที่มองข้ามเรื่องนี้ไปการประกาศนี้เป็นการประกาศครั้งแรกในความหมายเชิงคุณภาพ เพราะเป็นการประกาศที่สำคัญซึ่งเราต้องรับฟังอยู่เสมอในลักษณะที่แตกต่างออกไป และเราต้องประกาศใหม่อีกครั้งในการสอนคำสอน ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในทุกขั้นตอนและทุกเวลา” (ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร ข้อ 164)


     เรายังพบรูปแบบการประกาศข่าวดีนี้ได้ในการเทศนาสั่งสอนของเหล่าอัครสาวกทั้งในบทกิจการของอัครสาวกและโดยทั่วไปในพระธรรมใหม่ นี่คือข่าวดีประการเดียวที่บรรดาอัครสาวกประกาศ เมื่อพวกเขาไตร่ตรองถึงชีวิตของพระเยซูคริสต์ และการเทศน์สั่งสอนตามความเชื่อในพระองค์ พวกเขาก็เข้าใจความหมายของคำสอนเหล่านี้อย่างชัดเจนนักบุญยอห์นสรุปในจดหมายของท่านว่า “ผู้ที่ไม่มีความรักย่อมไม่รู้จักพระเจ้า เพราะพระเป็นเจ้าเป็นความรัก ความรักของพระเจ้าได้เผยแสดงต่อเราในวิถีทางดังนี้ พระเจ้าทรงส่งพระบุตรแต่องค์เดียวมายังโลกนี้ เพื่อที่เราจะได้มีชีวิตโดยผ่านทางพระบุตรนั้น ความรักไม่ได้อยู่ที่เรารักพระเจ้า แต่อยู่ที่พระเจ้าทรงรักเราและส่งพระบุตรลงมาเพื่อไถ่บาปของเรา เพื่อนรัก เมื่อพระเจ้าทรงรักเรามากถึงเพียงนี้ เราก็ควรจะรักซึ่งกันและกันด้วย ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าถ้าพวกเรารักกันและกัน พระเจ้าจะสถิตอยู่กับเรา และความรักของพระองค์ก็จะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์อยู่ในเรา” (1 ยอห์น 4 : 8 - 12)

     เราอาจจะกล่าวว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนคาทอลิก ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการผู้ร่วมบริหาร ครู บุคลากร พ่อแม่ ฯลฯ ต้องอุทิศตนในลักษณะเฉพาะของตนเพื่อให้การประกาศข่าวดีเกิดผล “เราอยากจะพิจารณาสักเล็กน้อยถึงบรรยากาศและบทบาทของชุมชนทางการศึกษา ซึ่งเกิดจากปฏิสัมพันธ์และการประสานกันขององค์ประกอบต่าง ๆได้แก่ นักเรียน ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหาร กรรมการโรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษาการให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ของทุก ๆ ฝ่ายที่ประกอบกันขึ้นเป็นชุมชนทางการศึกษานั้น นับว่าถูกต้องแล้ว” (โรงเรียนคาทอลิกขณะก้าวสู่สหัสวรรษที่สาม ข้อ 18)

     พระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 กล่าวแก่นักบวชชายหญิงในพระดำรัสเตือนชีวิตผู้รับเจิมว่า “พวกเขาได้รับเรียกให้มาเป็นประจักษ์พยานอย่างลึกซึ้งในโลกแห่งการศึกษา ถึงคุณค่าแห่งพระอาณาจักรของพระเจ้าซึ่งเสนอต่อทุกคนที่เฝ้ารอเวลาที่จะได้เข้าเฝ้าพระเป็นเจ้าแห่งประวัติศาสตร์ที่จะต้องมาถึงแน่ ๆ สักวันหนึ่ง เนื่องจากพวกเขาได้ถวายตัวแล้ว ประสบการณ์จากการที่ได้รับพระคุณของพระจิตเจ้า การได้ฟังพระวาจาอย่างสม่ำเสมอ การปฏิบัติในการใช้วิจารณญาณ ขนบประเพณีการให้การศึกษาอันเป็นมรดกอันอุดมที่ตกทอดมาตั้งแต่ครั้งก่อตั้งคณะนักบวช และความเข้าใจอันลึกซึ้งในสัจธรรมทางจิตวิญญาณ (เทียบ เอเฟซัส 2 : 17) นักบวชชายหญิงจึงสามารถดำเนินกิจกรรมทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษ และสามารถให้ความช่วยเหลือที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงแก่งานทางด้านการศึกษาของนักการศึกษาอื่น ๆ (ชีวิตผู้รับเจิม ข้อ 96)

     พระดำรัสเตือนชีวิตผู้รับเจิม ยังกล่าวว่า “ด้วยความละเอียดอ่อนที่นอบน้อม และความกล้าหาญเยี่ยงธรรมทูต นักบวชชายหญิงควรแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อในพระเยซูคริสต์จะเป็นความสว่างแก่วงการการศึกษาทั้งมวล ไม่เคยดูถูกดูหมิ่นคุณค่าของมนุษย์ แต่จะกลับยืนยันถึงและยกระดับคุณค่าของมนุษย์ขึ้น ด้วยเหตุนี้ นักบวชชายหญิงจึงเป็นประจักษ์พยานถึง และเป็นเครื่องมือของอำนาจแห่งการรับเอากายของพระคริสต์ และฤทธิ์อำนาจของพระจิต” (ชีวิตผู้รับเจิม ข้อ 97)


     “ความรับผิดชอบหลักในการสร้างบรรยากาศที่พิเศษของโรงเรียนแบบคริสต์นี้ตกอยู่กับครู ในฐานะปัจเจกบุคคลและในฐานะของชุมชน การสอนมีนัยทางศีลธรรมที่ลึกซึ้งพิเศษ และเป็นหนึ่งในกิจกรรมของมนุษย์ที่ล้ำค่าและสร้างสรรค์ที่สุด ทั้งนี้ เพราะครูไม่ได้แต่เพียงเขียนคำสอนลงในวัสดุที่ไม่มีชีวิตจิตใจ แต่จารึกลงบนจิตวิญญาณของมนุษย์ดังนั้น ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างครูกับนักเรียนจึงมีความสำคัญใหญ่หลวง และไม่จำกัดอยู่แต่เพียงการให้และการรับเท่านั้น” (โรงเรียนคาทอลิกขณะกำลังเข้าสู่สหัสวรรษที่สามข้อ 19) นอกจากนี้ เราพึงระลึกอยู่เสมอว่า ครูและนักการศึกษาคาทอลิกทำงานตามกระแสเรียกเฉพาะ และมีส่วนร่วมที่สำคัญยิ่งในพันธกิจของพระศาสนจักร จนกระทั่งว่า“เป้าหมายและแผนงานทางการศึกษาของโรงเรียนคาทอลิกจะสำเร็จลุล่วงไปได้ก็โดยอาศัยบรรดาครูนี้เอง” (การศึกษาแบบคริสต์ ข้อ 8)

     นอกจากนี้ และกล่าวได้ว่าอยู่ในลำดับความสำคัญก่อนหน้าครูเสียอีก คือ “พ่อแม่มีพันธะหน้าที่ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญจริงจังกับการให้การศึกษาแก่ลูก” (การศึกษาแบบคริสต์ข้อ 3) พ่อแม่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในชุมชนทางการศึกษา เพราะการให้การศึกษาแก่บุตร เป็นความรับผิดชอบพื้นฐานและตามธรรมชาติของพวกเขา แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า สังคมในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นที่จะมอบหมายบทบาทเฉพาะดังกล่าวนี้ให้กับผู้อื่น ดังนั้น “ประชาสังคมมีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมการศึกษาให้กับเยาวชนด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิและหน้าที่ของพ่อแม่ ให้ความไว้วางใจให้เขามามีส่วนร่วมให้การศึกษา และการให้ความช่วยเหลือแก่พ่อแม่ และหน่วยงานสังคมอื่น ๆ ในส่วนที่เขาไม่สามารถจัดการเองได้ เพื่อให้เกิดการศึกษาตามความประสงค์ของพ่อแม่” (การศึกษาแบบคริสต์ ข้อ 3)

     โรงเรียนคาทอลิกจำเป็นจะต้องเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษในการคัดเลือกบุคลากรและการให้การศึกษาอบรมอย่างต่อเนื่องแก่พวกเขา เพื่อให้ครูและบุคลากรต่าง ๆ สามารถทำงานตามพันธกิจของตนได้สำเร็จ การคัดเลือกบุคลากรโดยพิจารณาแต่เพียงหลักเกณฑ์จากผลการศึกษาของพวกเขาอาจจะไม่เพียงพอ ไม่ว่ากับครูคาทอลิกหรือที่ไม่ได้เป็นคริสต์เราสามารถประกาศถึงองค์พระคริสต์ได้โดยผ่านความเป็นมืออาชีพในการจัดการศึกษาและคุณภาพในการเป็นประจักษ์พยานของครู ผู้บริหาร และบุคลากรของโรงเรียนคาทอลิกวิถีทางทั้งสองนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการประกาศข่าวดี โรงเรียนที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพเพียงพอก็ไม่สามารถจะนับได้ว่าเป็นโรงเรียนที่ดี

     สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องให้ความสนใจกับคุณภาพในการสอนและการหล่อหลอมมนุษย์ที่เราให้กับบุคคลทั้งครบ เราต้องไม่ลืมว่า โรงเรียนไม่สามารถจะจำกัดบทบาทของตนเองอยู่แต่เพียงการให้ข้อมูลและความรู้เท่านั้น เพราะเป้าหมายของโรงเรียนคือการหล่อหลอมบุคคลทั้งครบ ไม่ใช่แต่เพียงในมิติทางด้านปัญญาเท่านั้น “ภารกิจของโรงเรียนคาทอลิกโดยพื้นฐานแล้ว คือ การบูรณาการวัฒนธรรมเข้ากับความเชื่อและการผสมผสานความเชื่อเข้ากับชีวิต ภารกิจประการแรกสามารถทำให้สำเร็จได้โดยการบูรณาการแง่มุมต่าง ๆ ของความรู้ของมนุษย์เข้าด้วยกัน โดยอาศัยเนื้อหาของสาระวิชาต่าง ๆ ที่สอนโดยแสงสว่างแห่งพระวรสาร ภารกิจประการที่สองจะสำเร็จได้โดยการเจริญเติบโตในคุณธรรมต่างๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของคริสตชน” (โรงเรียนคาทอลิก ข้อ 37) และวิถีทางในการบรรลุเป้าหมายนี้ นั่นคือ บรรยากาศที่เอื้อต่อการค้นหาความจริง “หน้าที่เฉพาะของโรงเรียนคาทอลิกคือการสร้างบรรยากาศพิเศษภายในชุมชนโรงเรียนให้เป็นบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาด้วยจิตตารมณ์แห่งอิสรภาพและความรักของพระวรสาร เพื่อช่วยเหลือให้เยาวชนเติบโตขึ้นเป็นมนุษย์ใหม่” (การศึกษาแบบคริสต์ ข้อ 8)


     นี่คือสาเหตุที่เราไม่สามารถจะแบ่งแยกการเป็นประจักษ์พยานออกจากคุณภาพในการจัดการศึกษาได้ นักเรียนของเราจะต้องได้รับประสบการณ์ความรักที่พระเจ้ามีต่อพวกเขา โดยผ่านทางชีวิตการเป็นนักการศึกษาที่แท้จริงของครู และสิ่งนี้จะกลายเป็นการประกาศข่าวดีที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพราะว่าตามถ้อยคำของพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 นั้น คนเราทุกวันนี้ไม่ฟังครู แต่ถ้าพวกเขาจะฟังครู นั่นก็เพราะบรรดาครูเป็นประจักษ์พยาน

     นี่คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่งแก่โรงเรียนของเราในปัจจุบัน แต่บางทีนี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ได้ การเป็นประจักษ์พยานของเราแต่ละคนอาจจะเป็นสิ่งที่ยากแต่เรายังคงมีนักการศึกษาจำนวนมากที่อุทิศตนอย่างจริงจัง พวกเขาเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม การเป็นประจักษ์พยานด้วยกัน ในฐานะที่เป็นกลุ่มเดียวกันเป็นคณะครู เป็นคณะนักบวชที่ทำงานเกี่ยวกับการศึกษา เป็นคณะผู้บริหารการศึกษาด้วยกันนี่ต่างหากที่เป็นความท้าทายที่เรากำลังเผชิญอยู่ ในโลกที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขันและการแบ่งแยกพวกเขาพวกเรา พระศาสนจักรต้องเป็นประจักษ์พยานถึงความเป็นเอกภาพและเป็นหนึ่งเดียวกัน ชีวิตของพวกเราย่อมพูดได้หนักแน่นกว่าคำพูดใด ๆ

     ในพระสมณสาส์นเตือนใจ ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร พระสันตะปาปาฟรังซิสทรงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าปรารถนาขอร้องคริสตชนในทุกชุมชนเป็นพิเศษ ให้เป็นประจักษ์พยานถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันฉันพี่น้องซึ่งมีเสน่ห์ดึงดูดและให้แสงสว่าง ขอให้ทุกคนได้ชื่นชมว่าท่านเอาใจใส่และให้กำลังใจซึ่งกันและกันอย่างไร และท่านเป็นเพื่อนร่วมทางแก่กันอย่างไร“ถ้าท่านมีความรักต่อกัน ทุกคนจะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา” (ยอห์น 13 : 35) นี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงวอนขอจากพระบิดา ในการภาวนาอย่างเข้มข้นของพระองค์ “...เพื่อให้
ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน... ในเรา... เพื่อโลกจะได้เชื่อ” (ยอห์น 17 : 21) จงระวังการประจญเรื่องความอิจฉาริษยา เราอยู่ในเรือลำเดียวกัน และเราจะไปสู่ท่าเรือเดียวกัน ให้เราวอนขอพระหรรษทานที่จะชื่นชมยินดีในผลงานของผู้อื่น ซึ่งเป็นของทุกคน” (ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร ข้อ 99)

     สมณสาส์นนักบวชและพันธกิจในโรงเรียน กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “พันธกิจทางการศึกษาจะดำเนินไปภายใต้จิตตารมณ์แห่งการร่วมมือกันของฝ่ายต่าง ๆ ทั้งนักเรียน พ่อแม่ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งประกอบขึ้นเป็นชุมชนทางการศึกษาชุมชนการศึกษาสามารถสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการดำเนินชีวิต ซึ่งคุณค่าต่าง ๆ ได้รับการสื่อสารออกมาโดยความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่แท้จริงของสมาชิกทั้งหลายที่อยู่ในชุมชนนั้น จุดมุ่งหมายสูงสุดของชุมชนนี้คือการให้การศึกษาที่สมบูรณ์และครอบคลุมแก่ทุกคนในแง่นี้ นักบวชสามารถทำประโยชน์ได้อย่างแน่นอน อันเนื่องมาจากประสบการณ์การเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นคุณลักษณะเด่นของชีวิตชุมชนของพวกเขา

     อันที่จริง การอุทิศตนมาใช้ชีวิตและสื่อสารถึงจิตตารมณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวกันโดยผ่านทางการเสวนาที่สร้างสรรค์และสามารถผสมกลมกลืนความแตกต่างทั้งปวงได้พวกเขาสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่มีรากฐานอยู่บนคุณค่าพระวรสารแห่งความจริงและความรัก นักบวชจึงเป็นดั่งเชื้อแป้งที่สามารถสร้างความสัมพันธ์แห่งการเป็นหนึ่งเดียวกันที่ลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งโดยตัวของความสัมพันธ์เหล่านี้เองเป็นการศึกษา พวกเขาส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การปรับปรุงประสิทธิภาพ และความรับผิดชอบร่วมกันต่อแผนการศึกษา และเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาเป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจนถึงชีวิตคริสตชนโดยการสื่อสารประสบการณ์กับพระเจ้าและกับข่าวดีจากพระวรสาร แม้กระทั่งการแบ่งปันความตระหนักรู้ถึงการเป็นเครื่องมือของพระเจ้า และเป็นผู้รับพระพรพิเศษในการรับใช้มนุษย์ทั้งมวล” (นักบวชและพันธกิจในโรงเรียน ข้อ 42)

     พระศาสนจักรเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ไม่แต่เฉพาะจากนักบวช แต่จากทุกคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับโรงเรียนคาทอลิก สมณสาส์น การให้การศึกษาอบรมร่วมกันในโรงเรียนคาทอลิกกล่าวว่า “พันธกิจนี้เรียกร้องสมาชิกทุกคนในชุมชนการศึกษาให้ตระหนักว่า ในฐานะของบุคคลและชุมชน ผู้ให้การศึกษาอบรมมีความรับผิดชอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างวิถีชีวิตแบบคริสตชนดั้งเดิม ผู้ให้การศึกษาอบรมถูกเรียกร้องให้เป็นประจักษ์พยานถึงพระเยซูคริสตเจ้าและแสดงให้เห็นถึงชีวิตคริสตชนที่เป็นแสงสว่างและมีความหมายสำหรับทุกคนเฉกเช่นเดียวกับนักบวชที่ถูกเรียกให้เป็นประจักษ์พยานถึงกระแสเรียกเฉพาะแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันในความรักของพวกเขา เพื่อที่จะดำเนินชีวิตในชุมชนวิชาการเพื่อเป็นเครื่องหมายเป็นความทรงจำ และเป็นประกาศถึงคุณค่าพระวรสาร เช่นเดียวกันกับผู้ให้การศึกษาอบรมที่เป็นฆราวาสถูกเรียกร้องให้ปฏิบัติพันธกิจเฉพาะในพระศาสนจักรโดยการดำเนินชีวิตกระแสเรียกฆราวาสด้วยความเชื่อในโครงสร้างแบบชุมชนของโรงเรียน (การศึกษาอบรมร่วมกันในโรงเรียนคาทอลิก ข้อ 17)


     ด้วยเหตุที่นักการศึกษาฆราวาสได้รับกระแสเรียกให้ดำเนินชีวิตในความเชื่อเป็นฆราวาสในโครงสร้างแห่งการเป็นหนึ่งเดียวกันของโรงเรียนด้วยคุณสมบัติแบบมืออาชีพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยความมุ่งมั่นในการแพร่ธรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อเพื่อที่จะพัฒนามนุษย์ทั้งครบ เหล่านักการศึกษาฆราวาสจึงจะต้องทำงานด้วยกันและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระศาสนจักร และในที่สุดกับคณะนักบวชที่ทำงานในโรงเรียนแห่งเดียวกันเราจะบรรลุถึงคุณภาพของชีวิตแบบคริสต์ได้อย่างไร? สมณสาส์นการให้การศึกษาอบรมร่วมกันในโรงเรียนคาทอลิก กล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้การเป็นประจักษ์พยานนี้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง คือ การส่งเสริมจิตตารมณ์แห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยเฉพาะภายในชุมชนการศึกษาของโรงเรียนคาทอลิก จิตตารมณ์นี้เป็นความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ที่กำลังรอคอยพระศาสนจักรอยู่ในสหัสวรรษที่สาม

     จิตตารมณ์แห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหมายถึง ความสามารถที่จะคำนึงถึงบรรดาพี่น้องชายหญิงร่วมความเชื่อที่รวมเป็นหนึ่งอย่างลึกซึ้งภายในพระกายทิพย์ และดังนี้จึงเป็น ‘ผู้เป็นส่วนหนึ่งของฉัน’ และความสามารถของชุมชนแบบคริสต์ที่จะจัดเตรียมที่ว่างสำหรับพระพรทั้งมวลของพระจิตเจ้า ในความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างกระแสเรียกต่าง ๆ ของพระศาสนจักร ซึ่งได้แก่โรงเรียนคาทอลิกนั้น จิตตารมณ์ความเป็นหนึ่งเดียวกันต้องกลายเป็นลมหายใจแห่งชีวิตของชุมชนการศึกษา เป็นเกณฑ์ของการพัฒนาอย่างเต็มที่ของสมาชิก และเป็นจุดอ้างอิงพื้นฐานสำหรับการปฏิบัติพันธกิจร่วมกันนี้อย่างแท้จริง” (การศึกษาอบรมร่วมกันในโรงเรียนคาทอลิก ข้อ 16)

      พระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้ทรงนำเสนอจิตตารมณ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันว่าเป็นจิตตารมณ์แห่งสหัสวรรษที่สาม เป็นจิตตารมณ์ที่ช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายอันใหญ่หลวงในยุคนี้ เพื่อที่จะทำให้พระศาสนจักรเป็นบ้านและโรงเรียนแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เอกสารของพระศาสนจักรที่กล่าวอ้างมาข้างต้นนี้หยิบยื่นความท้าทายอันเดียวกันนี้แก่โลกแห่งการศึกษาคาทอลิก ถ้าโรงเรียนคาทอลิกสามารถจัดโครงสร้างภายใต้จิตตารมณ์นี้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถามตัวเองอีกเลยว่า จะต้องทำอย่างไรเพื่อให้โรงเรียนเป็นสนามในการประกาศข่าวดี

     อะไรคือความหมายอย่างเป็นรูปธรรมของการดำเนินชีวิตด้วยจิตตารมณ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน? พระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 อธิบายไว้ในสมณสาส์น การเริ่มต้นสหัสวรรษใหม่ ข้อ 43 โดยสรุปเป็น 4 หัวข้อหลัก ๆ ได้แก่
     1. จิตตารมณ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันชี้ให้เห็นถึงความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดของการเพ่งรำพึงในจิตใจเราถึงรหัสธรรมล้ำลึกแห่งพระตรีเอกภาพที่ประทับอยู่ท่ามกลางเราและแสงแห่งพระตรีเอกภาพที่ฉายแสดงอยู่บนใบหน้าของพี่น้องชายหญิงของเรา
     2. จิตตารมณ์แห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันยังหมายความถึงความสามารถที่จะคิดถึงพี่น้องชายหญิงที่ร่วมอยู่ในความเชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์ลึกซึ้งในพระกายทิพย์ ดังนั้น ในฐานะของ “ผู้เป็นส่วนหนึ่งของเรา” นี่ทำให้เราสามารถที่จะร่วมแบ่งปันความสุขและความทุกข์ของพวกเขา ที่จะรับรู้ถึงความปรารถนาและดูแลตอบสนองความต้องการ ที่จะมอบมิตรภาพที่ลึกซึ้งและจริงใจให้กับพวกเขา
     3. จิตตารมณ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันบอกเป็นนัยถึงความสามารถที่จะมองเห็นสิ่งดี ๆ ในตัวของคนอื่น ในการยอมรับและเห็นคุณค่าของสิ่งดี ๆ เหล่านี้ ในฐานะที่เป็นของขวัญจากพระเป็นเจ้า ไม่ใช่แต่เฉพาะที่เป็นของขวัญสำหรับพี่น้องชายหญิงที่ได้รับของขวัญนั้นโดยตรงจากพระเจ้า แต่ยังเป็น “ของขวัญสำหรับฉัน” ด้วยเช่นกัน
     4. จิตตารมณ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน ในท้ายที่สุด หมายถึงการรู้ถึงวิธีการที่จะ “เปิดพื้นที่” ให้กับพี่น้องชายหญิงของเรา ร่วมแบ่งเบา “ภาระของกันและกัน” (กาลาเทีย 6 : 2) และต่อต้านการประจญล่อลวงให้เห็นแก่ตัว ซึ่งมักจะจู่โจมเราอยู่เสมอ ๆและยั่วยุให้เกิดการแข่งขัน การชิงดีชิงเด่น การไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน และความอิจฉาริษยาจิตตารมณ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น ทำให้ไม่สามารถจะใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังได้เพราะการจะทำให้เกิดจิตตารมณ์ดังกล่าวขึ้นได้ เราจะต้องรักซึ่งกันและกัน


     เราไม่ควรหลงอยู่กับภาพลวงตา หากเราไม่เดินไปตามทางแห่งจิตวิญญาณนี้โครงสร้างภายนอกของความเป็นหนึ่งเดียวกันจะช่วยเราให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้น้อยมากโครงสร้างนี้จะเป็นเหมือนกับเครื่องกลไกที่ไร้วิญญาณ เป็นแต่เพียง “หน้ากาก” แห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ใช่เครื่องมือในการแสดงออกและการเจริญเติบโตขอให้เรากลับไปพิจารณาองค์พระเยซู ผู้ซึ่งเป็นต้นแบบของการประกาศข่าวดีในพระศาสนจักรอยู่เสมอไป ขอให้พระองค์เป็นแรงบันดาลใจของพวกเราในการเผยแผ่พระวรสาร ขอให้พวกเรากล้าที่จะมองดูพระองค์เป็นแบบอย่างและติดตามรอยเท้าของพระองค์ แม้ว่าทางนั้นจะนำเราไปสู่เขากัลวารีโอ ไม่มีศิษย์คนใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าอาจารย์ได้เราจะบรรลุถึงเกียรติมงคลแห่งการกลับคืนชีพได้ ก็โดยผ่านทางความทุกข์ทรมานและความตายบนไม้กางเขนด้วย เส้นทางแห่งการประกาศข่าวดีย่อมยากลำบากเสมอ แต่ขอให้เราเดินไปบนเส้นทางนี้ด้วยความมั่นใจว่า ด้วยอำนาจของพระจิตเจ้า ในที่สุดแล้ว พระคริสตเจ้าจะรวบรวมทุกสิ่งและทุกคนในพระองค์ เพื่อที่จะถวายสิ่งสร้างทั้งมวลให้แก่พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเป็นเจ้า พระบิดาของเรา

     เป็นที่น่ายินดีที่สภาการศึกษาคาทอลิกได้รวบรวมบรรดาโรงเรียนสมาชิกทั้งของสังฆมณฑล นักบวช และฆราวาส มาร่วมกันอย่างเป็นกระบวนการเพื่อรื้อฟื้นความชัดเจนของอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิกในช่วงปี ค.ศ. 2010 - 2012 และสังเคราะห์ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ ประกาศเป็นอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิกร่วมกันในที่ประชุมสัมมนาประจำปีค.ศ.2012 รวมทั้งผลิตหนังสือ ก้าวไปข้างหน้าด้วยอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิก โดยกำหนดเป้าหมายของโรงเรียนคาทอลิกว่าเป็นทางเลือกของสังคมไทย โดยจัดการศึกษาแบบคาทอลิกที่มุ่งเน้นงานอภิบาล และการอบรมหล่อหลอมนักเรียนสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย สติปัญญา จิตใจและจิตวิญญาณ ด้วยจิตตารมณ์แห่งพระวรสาร เพื่อนักเรียนดำเนินชีวิตในหนทางของความเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้อื่นและสร้างสันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก

     เป็นฐานการประกาศข่าวดีแห่งความรักของพระเจ้า ซึ่งนำความรอดพ้นสู่ชีวิตนิรันดรเป็นสนามเผยแผ่ธรรม ด้วยกระบวนการศึกษาที่สร้างนักเรียนให้มีจิตอาสา และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงหากนักการศึกษาคาทอลิกจะทบทวนตนเอง และฟื้นฟูพันธกิจของโรงเรียนอยู่เสมอในจิตตารมณ์อภิบาลของพระศาสนจักร โรงเรียนคาทอลิกก็จะกระทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

Facebook Logo

Youtube Logo

E Doc

สมาคมสโมสรลูกเสือรัตนโกสินทร์

989712
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
682
517
4680
961401
7186
51904
989712

Your IP: 3.236.82.241
2021-04-10 18:21
Go to top